ไฟฉายสี่สี: แบบทดสอบบุคลิกภาพมีหลายสำนัก และแต่ละสำนักมองคนไม่เหมือนกัน

ชุดบทความ เบื้องหลังแบบทดสอบ – ตอนที่ 1 จาก 3

ในนวนิยาย “สองปีหลังม่าน” พนักงานขายมือดีสามคนถูกเรียกเข้าห้องประชุมชั้น 12 เพื่อทำแบบทดสอบ 24 ข้อใน 8 นาที โดยไม่มีใครรู้ว่ากระดาษแผ่นนั้นจะตัดสินอนาคตของพวกเขา

แบบทดสอบบุคลิกภาพที่ใช้ในที่ทำงานไม่ได้มีแบบเดียว แต่มาจาก 4 สำนักคิดหลัก ได้แก่ ลักษณะนิสัย (เช่น Big Five) ประเภท (เช่น แบบ 16 บุคลิก) สไตล์พฤติกรรม (เช่น DISC) และแรงจูงใจกับค่านิยม แต่ละสำนักวัดคนละเรื่อง ผลจากเครื่องมือหนึ่งจึงตอบคำถามของอีกเครื่องมือหนึ่งไม่ได้ และไม่มีเครื่องมือไหนเห็นคนได้ครบทั้งตัว

ฉากนี้คุ้นตาคนทำงานจำนวนมาก ไม่ว่าจะเคยทำตอนสมัครงาน ตอนอบรม หรือเคยเล่นแบบทดสอบ 16 บุคลิกที่แชร์กันบนโซเชียล แต่น้อยคนที่รู้ว่าเครื่องมือเหล่านั้นมาจากแนวคิดคนละสาย และตอบคำถามคนละข้อ

ไม่มีตัวเลขทางการ แต่มีสี่สายหลัก

ในตำราจิตวิทยา ทฤษฎีบุคลิกภาพแบ่งได้หลายสำนัก ตั้งแต่จิตวิเคราะห์ไปจนถึงมนุษยนิยม แต่เครื่องมือที่ใช้จริงในที่ทำงานมักมาจากสี่สายหลัก จะเปรียบเทียบเป็นไฟฉายสี่สีที่ส่องคนคนเดียวกันก็ได้ แต่ละสีเผยให้เห็นคนละด้าน

ไฟสีแรก: ลักษณะนิสัย (Trait)

สายนี้มองว่าทุกคนมีลักษณะพื้นฐานชุดเดียวกัน ต่างกันที่ “มากหรือน้อย” คล้ายวอลุ่มเสียงห้าตัวที่แต่ละคนหมุนไว้คนละระดับ โมเดลที่ใช้กันมากที่สุดคือ Big Five ซึ่งวัดการเปิดรับสิ่งใหม่ ความมีวินัย ความเปิดเผย ความเป็นมิตร และความมั่นคงทางอารมณ์

ต่อมานักวิจัยพบว่ามีอีกด้านหนึ่งที่ Big Five จับได้ไม่ชัด จึงเกิดโมเดล HEXACO ที่เพิ่มด้าน ความซื่อสัตย์และถ่อมตน คือแนวโน้มที่จะไม่เอาเปรียบคนอื่น แม้จะมีโอกาสทำได้โดยไม่มีใครรู้

สายนี้มีงานวิจัยรองรับมากที่สุด ผลค่อนข้างคงที่เมื่อทำซ้ำ และเชื่อมโยงกับผลงานได้ จึงเป็นสายที่ฝ่ายบุคคลใช้คัดเลือกคนมากที่สุด

ไฟสีที่สอง: ประเภท (Type)

สายนี้มีรากจากหนังสือของ Carl Jung ในปี 1921 แทนที่จะวัดเป็นระดับ กลับจัดคนลง “กล่อง” จากคู่ตรงข้าม เช่น เติมพลังจากภายนอกหรือภายใน ใช้เหตุผลหรือความรู้สึกตัดสินใจ ผลลัพธ์คือแบบ 16 ประเภทที่คนนิยมเอามาใส่ไว้ในโปรไฟล์

จุดเด่นคือเข้าใจง่ายและช่วยให้คนคุยเรื่องความต่างได้สบายใจ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ปลายสุดของขั้วใดขั้วหนึ่ง คนที่อยู่ตรงกลางจึงสลับประเภทได้ง่าย มีงานวิจัยพบว่าทำซ้ำห่างกันแค่ 5 สัปดาห์ คนราวครึ่งหนึ่งก็ได้ผลเป็นคนละประเภทแล้ว ผู้พัฒนาแบบประเมินกลุ่มนี้เองก็ระบุว่าไม่ควรนำไปใช้คัดเลือกคนเข้าทำงาน เหมาะกับการเรียนรู้ตัวเองและทำความเข้าใจทีมมากกว่า

ไฟสีที่สาม: สไตล์พฤติกรรม (Behavioral Style)

ในปี 1928 นักจิตวิทยาชาวอเมริกันชื่อ William Marston เสนอว่าคนแสดงพฤติกรรมตามสองเรื่อง คือมองสภาพแวดล้อมว่าเป็นมิตรหรือเป็นศัตรู และมองตัวเองว่ามีพลังมากกว่าหรือน้อยกว่าสถานการณ์ตรงหน้า สองแกนนี้ตัดกันเป็นสี่ช่อง กลายเป็นโมเดลที่รู้จักกันในชื่อ DISC

มิติภาพที่คนอื่นเห็น
D – มุ่งผลลัพธ์ตัดสินใจเร็ว ชอบความท้าทาย พูดตรง
I – มุ่งคนกระตือรือร้น โน้มน้าวเก่ง สร้างบรรยากาศ
S – มั่นคงอดทน รับฟัง คอยประคองทีม
C – ละเอียดแม่นยำ ยึดมาตรฐาน ตัดสินจากข้อมูล

Marston ไม่ได้จดทฤษฎีของเขาเป็นเครื่องหมายการค้า บริษัทต่าง ๆ จึงพัฒนาแบบประเมินของตัวเองออกมามากมาย รูปแบบคลาสสิกคือให้เลือกคำที่ “ใกล้ตัวที่สุด” และ “ไกลตัวที่สุด” ประมาณยี่สิบกว่าชุด ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที ซึ่งตรงกับฉากในห้องประชุมชั้น 12 แทบทุกจุด

สายนี้ไม่ได้อ้างว่าเห็น “ตัวตน” ของคน แต่เห็น “ท่าที” ที่คนคนนั้นเลือกใช้ในที่ทำงาน จึงเหมาะกับเรื่องการสื่อสาร การขาย และการทำงานเป็นทีม

ไฟสีที่สี่: แรงจูงใจและค่านิยม (Motivation & Values)

สายสุดท้ายไม่ถามว่า “เป็นคนแบบไหน” แต่ถามว่า “อะไรผลักให้เดิน” นักจิตวิทยา David McClelland แบ่งแรงขับเคลื่อนเป็นสามเรื่อง คือความสำเร็จ ความผูกพัน และอำนาจ ส่วนโมเดล RIASEC ของ John Holland ดูว่าคนสนใจงานแบบไหน สายนี้มักใช้ดูว่าคนกับองค์กร “ไปทางเดียวกัน” หรือไม่

คนเดียวกัน สี่ภาพ

ลองส่องไฟทั้งสี่สีไปที่ “เต้ย” ในบทที่ 2 เขาสั่งเค้กมาเลี้ยงทุกคนในวันแรก เปิดเพลง และประกาศว่า “ทุกคนกินเค้กก่อน ทำงานทีหลัง”

  • ไฟสีสไตล์พฤติกรรมจะเห็นคนที่ใกล้ฝั่ง D และ I กล้าตัดสินใจและดึงคนเก่ง
  • ไฟสีลักษณะนิสัยจะเห็นความเปิดเผยและการเปิดรับสิ่งใหม่ในระดับสูง
  • ไฟสีประเภทอาจจัดเขาเป็น “คนเติมพลังจากภายนอก”
  • ไฟสีแรงจูงใจอาจเห็นคนที่ขับเคลื่อนด้วยความสำเร็จและความสนุกของการได้สร้างของใหม่

ทั้งสี่ภาพไม่ขัดกัน แต่ไม่มีภาพไหนครบ ไม่มีไฟสีไหนบอกได้ว่าเต้ยจะรับมือกับเดือนที่ยอดตกอย่างไร หรือพิมจะตัดสินใจอย่างไรเมื่อไม่มีใครคอยบอก

ทำไมคนทำงานควรรู้เรื่องนี้

เมื่อรู้ว่าแบบทดสอบมาจากสายไหน ก็จะรู้ว่าผลลัพธ์มีน้ำหนักแค่ไหน ผลแบบ 16 ประเภทที่แชร์กันสนุก ๆ กับผลประเมินลักษณะนิสัยที่ฝ่ายบุคคลใช้คัดเลือกคน เป็นเครื่องมือคนละแบบ ทำงานคนละหน้าที่ และต้องตีความคนละแบบ

ตอนที่สองจะกลับไปที่ห้องทำงานของริชาร์ด เพื่อดูสิ่งที่กระดาษ 24 ข้อบอกไม่ได้ และวิธีที่องค์กรจริงใช้เติมช่องว่างนั้น

คำถามที่พบบ่อย

แบบทดสอบบุคลิกภาพมีกี่แบบ

ไม่มีจำนวนทางการ แต่เครื่องมือที่ใช้ในที่ทำงานส่วนใหญ่มาจาก 4 สำนักคิด ได้แก่ ลักษณะนิสัย (Big Five, HEXACO) ประเภท (แบบ 16 บุคลิก) สไตล์พฤติกรรม (DISC) และแรงจูงใจกับค่านิยม (เช่น RIASEC) แต่ละสำนักวัดคนละเรื่อง

Big Five คืออะไร วัดอะไร

Big Five คือโมเดลลักษณะนิสัย 5 ด้าน ได้แก่ การเปิดรับประสบการณ์ ความมีวินัย ความเปิดเผย ความเป็นมิตร และความมั่นคงทางอารมณ์ วัดเป็นระดับต่อเนื่องแทนการจัดคนเข้ากล่อง และเป็นโมเดลที่มีงานวิจัยรองรับมากที่สุด จึงนิยมใช้ในการคัดเลือกบุคลากร

HEXACO ต่างจาก Big Five อย่างไร

HEXACO พัฒนาโดยนักจิตวิทยา Michael Ashton และ Kibeom Lee มีโครงสร้างคล้าย Big Five แต่เพิ่มด้านที่หก คือความซื่อสัตย์และถ่อมตน (Honesty-Humility) ซึ่งเกี่ยวกับความจริงใจ ความเป็นธรรม และการไม่เอาเปรียบผู้อื่น เป็นด้านที่ Big Five จับได้ไม่ชัด

DISC คืออะไร

DISC คือโมเดลสไตล์พฤติกรรม 4 มิติ ที่มาจากหนังสือของนักจิตวิทยา William Marston ในปี 1928 ได้แก่ D มุ่งผลลัพธ์ I มุ่งคน S มั่นคงและสนับสนุน และ C ละเอียดและยึดมาตรฐาน DISC ดูพฤติกรรมที่คนแสดงออกในบริบทหนึ่ง จึงนิยมใช้เรื่องการสื่อสาร การขาย และการทำงานเป็นทีม

DISC กับ Big Five ต่างกันอย่างไร

DISC บอกว่าคนมักแสดงออกอย่างไรในที่ทำงาน ส่วน Big Five วัดลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างคงที่ข้ามสถานการณ์ Big Five มีหลักฐานด้านการทำนายผลงานมากกว่า จึงนิยมใช้ในการคัดเลือก ขณะที่ DISC นิยมใช้พัฒนาทีมและการสื่อสาร

MBTI หรือแบบทดสอบ 16 บุคลิกแม่นยำแค่ไหน

แบบจัดประเภท 16 บุคลิกช่วยให้คนคุยเรื่องความแตกต่างได้ง่าย แต่หลักฐานด้านความเที่ยงของผลและการทำนายผลงานยังจำกัด ผู้พัฒนาแบบประเมินกลุ่มนี้เองก็ระบุว่าไม่ควรใช้ผลเพื่อคัดเลือกคนเข้าทำงาน

ทำไมทำแบบทดสอบบุคลิกภาพซ้ำแล้วได้ผลไม่เหมือนเดิม

แบบจัดประเภทตัดคนออกเป็นสองขั้ว คนที่คะแนนอยู่ใกล้กึ่งกลางจึงสลับประเภทได้ง่าย งานทบทวนของ David Pittenger (1993) รายงานว่าผู้ทำราวครึ่งหนึ่งอาจได้ประเภทต่างไปเมื่อทำซ้ำภายในเวลาเพียง 5 สัปดาห์

แบบทดสอบบุคลิกภาพฟรีเชื่อถือได้ไหม

ขึ้นอยู่กับที่มา ชุดคำถาม IPIP (International Personality Item Pool) เป็นสาธารณสมบัติและใช้ในงานวิจัยอย่างกว้างขวาง ส่วนแบบทดสอบที่แชร์กันบนโซเชียลส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านการตรวจความเที่ยงและความตรง จึงเหมาะกับความบันเทิงมากกว่า

แบบทดสอบแรงจูงใจและ RIASEC คืออะไร

สำนักแรงจูงใจถามว่าอะไรขับเคลื่อนคน เช่น ทฤษฎีของ David McClelland ที่แบ่งเป็นความต้องการความสำเร็จ ความผูกพัน และอำนาจ ส่วน RIASEC ของ John Holland แบ่งความสนใจอาชีพเป็น 6 แบบ ได้แก่ Realistic, Investigative, Artistic, Social, Enterprising และ Conventional

บุคลิกภาพเปลี่ยนได้ไหม

ลักษณะนิสัยค่อนข้างคงที่ในระยะสั้น แต่เปลี่ยนได้ช้า ๆ ตลอดชีวิต งานวิจัยระยะยาวพบว่าคนส่วนใหญ่มีวินัยและมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ส่วนสไตล์พฤติกรรมแบบ DISC ปรับตามสถานการณ์ได้เร็วกว่า

อยากรู้ว่าพนักงานขายมือดี 3 คน ไปสุดทางที่ไหน ?

บทความนี้ต่อยอดจากนิยาย “สองปีหลังม่าน” – เรื่องราวที่ฉากเปิด พนักงานมือดีกับแบบทดสอบ ผลต่ออนาคตในสายงานอาชีพ อ่านนิยายได้ฟรี 3 ตอนแรก

แชร์บทความนี้FacebookLINE