
สารบัญ 10 ตอน
บทที่ 1
สามคนที่ถูกเรียกชื่อ
เวลาอ่านโดยประมาณ 17 นาที
ห้องประชุมชั้น 12 ของอาคารสำนักงานใหญ่เย็นกว่าปกติ พัดลมแอร์ทำงานเสียงดังกว่าที่ควรจะเป็น เหมือนใครสักคนลืมปรับอุณหภูมิให้เข้ากับฤดูฝนที่เพิ่งเริ่มต้น หน้าต่างกระจกบานใหญ่ด้านหนึ่งของห้องมองเห็นเมฆฝนก้อนใหญ่กำลังก่อตัวอยู่ไกลๆ เหมือนจะเตือนว่าบ่ายนี้คงไม่แล้งฝนอย่างที่คิด
พิมนั่งอยู่แถวหน้าสุด มือทั้งสองข้างกุมกันแน่นบนตัก เธอมองนาฬิกาข้อมือเป็นครั้งที่สาม ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเวลาผ่านไปแค่สองนาทีจากที่มองครั้งก่อน กระเป๋าสะพายที่วางอยู่ข้างเก้าอี้ยังไม่ได้เปิด ปากกาด้ามโปรดที่เธอเตรียมมาเป็นพิเศษยังนอนสงบอยู่ในกระเป๋าเสื้อ
“ตื่นเต้นเหรอ” เต้ยเอนตัวมากระซิบจากที่นั่งข้างๆ น้ำเสียงเบาแต่มีรอยยิ้มแฝงอยู่ “พี่ว่านี่มันก็แค่แบบทดสอบ ไม่ใช่สอบเข้ามหาลัย”
“ก็มันคือการสอบเข้าอนาคตนะ จะว่าไป” พิมตอบโดยไม่หันไปมอง สายตายังจับจ้องอยู่ที่ประตูห้องประชุมที่ยังปิดอยู่
เต้ยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ ไขว่ห้างอย่างสบายใจ ราวกับกำลังนั่งรอคิวตัดผมมากกว่ารอสิ่งที่อาจเปลี่ยนเส้นทางชีวิต
หมลนั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ ไม่พูดอะไร มือข้างหนึ่งกำปากกาไว้แน่น เธอมาถึงก่อนใครเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว จัดกระดาษของตัวเองให้เรียงตรงเป็นเส้นตรงบนโต๊ะ แล้วก็นั่งรอโดยไม่พูดกับใคร สายตาของเธอมองตรงไปที่ผนังตรงหน้า ไม่ใช่มองอะไรเป็นพิเศษ เหมือนกำลังท่องอะไรบางอย่างอยู่ในหัวเงียบๆ
ทั้งสามคนเป็นพนักงานขายที่ผลงานดีที่สุดของบริษัทในปีนี้ และเป็นสามคนเดียวที่ถูกเรียกให้มาทำ “แบบทดสอบพิเศษ” ตามคำสั่งของริชาร์ด — ผู้บริหารต่างชาติที่ไม่เคยอธิบายเหตุผลอะไรให้ใครฟังละเอียดนัก เขาแค่บอกกับหัวหน้าฝ่ายขายสั้นๆ ว่า “อยากรู้ว่าใครเหมาะจะไปได้ไกลกว่านี้”
ไม่มีใครในห้องรู้ว่า “ไปได้ไกลกว่านี้” หมายถึงอะไรกันแน่ มีแต่ข่าวลือที่แพร่กันเบาๆ ในออฟฟิศตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา บางคนว่าเป็นการเลื่อนตำแหน่ง บางคนว่าเป็นการทดสอบก่อนไล่ออก ยิ่งไม่มีใครรู้แน่ชัด ความเงียบในห้องก็ยิ่งหนักขึ้นเท่านั้น
· · ·
ประตูเปิดออก ผู้หญิงคนหนึ่งจากบริษัทที่ปรึกษาต่างประเทศเดินเข้ามาพร้อมกระเป๋าเอกสารสีเทา รองเท้าส้นเตี้ยของเธอกระทบพื้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เธอแจกซองกระดาษให้คนละซอง ไม่มีคำอธิบายยืดยาว มีแต่ประโยคสั้นๆ ว่า
“ไม่มีคำตอบถูกหรือผิด เลือกข้อที่ใกล้เคียงกับตัวเองที่สุด ตามความรู้สึกแรก อย่าคิดนาน”
พิมฉีกซองอย่างระมัดระวัง เหมือนกลัวว่าถ้าฉีกแรงไปจะทำอะไรบางอย่างพังไปด้วย เต้ยฉีกซองของตัวเองแบบไม่สนใจอะไร พลางพึมพำเบาๆ ว่า “ยังไงก็ต้องเดาอยู่ดีแหละ” หมลไม่ฉีกซอง เธอค่อยๆ แกะขอบกระดาษออกทีละนิด เหมือนกำลังเปิดของขวัญที่ไม่แน่ใจว่าอยากได้หรือเปล่า
ยี่สิบสี่ข้อ แปดนาที
ห้องเงียบไปครู่หนึ่ง มีแต่เสียงปากกาสัมผัสกระดาษ เสียงกระดาษพลิกทีละหน้า และเสียงแอร์ที่ยังคงดังเกินความจำเป็น นอกหน้าต่าง ฝนที่ก่อตัวอยู่ไกลๆ เริ่มโปรยลงมาเบาๆ แต่ไม่มีใครในห้องสังเกตเห็น
เต้ยเป็นคนแรกที่วางปากกาลง เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ กอดอกมองเพดาน พิมทำเสร็จหลังจากนั้นไม่นาน มืออีกข้างยังเกร็งอยู่แม้จะวางปากกาไปแล้ว หมลเป็นคนสุดท้าย เธอทบทวนคำตอบของตัวเองอีกรอบก่อนจะส่งกระดาษคืน สีหน้าไม่บอกอะไรเลย
· · ·
ผลลัพธ์ไม่ได้ออกมาในวันนั้น
สองสัปดาห์ถัดมา พิมถูกเรียกเข้าห้องทำงานของริชาร์ดเป็นคนแรก ระหว่างเดินไปตามทางเดินยาวสู่ห้องมุมตึก เธอได้ยินเสียงหัวใจตัวเองดังกว่าปกติ พยายามนึกทบทวนว่าคำตอบที่เลือกไปวันนั้นจะสะท้อนอะไรเกี่ยวกับตัวเองบ้าง แต่ก็นึกไม่ออกสักข้อ
ห้องทำงานของริชาร์ดไม่ใหญ่โต แต่ทุกอย่างในนั้นดูเหมือนถูกเลือกมาอย่างตั้งใจ โต๊ะไม้สีเข้มตัวหนึ่งที่ผ่านการใช้งานมานาน ผิวโต๊ะเป็นมันเงาจากรอยเช็ดถูซ้ำๆ หลายปี บนผนังมีภาพพิมพ์ลายเส้นเรียบๆ ภาพหนึ่ง ไม่มีกรอบหรูหรา แต่แขวนตรงจนน่าสังเกต ชั้นหนังสือด้านหลังโต๊ะเรียงหนังสือปนกับของสะสมชิ้นเล็กๆ จากหลายประเทศ ดูเหมือนของที่เก็บมาระหว่างเดินทาง ไม่ใช่ของประดับที่ซื้อมาให้ห้องดูดี และตรงมุมโต๊ะ มีภาพถ่ายครอบครัวใบเล็กใบหนึ่งวางเอียงเล็กน้อย เหมือนถูกหยิบขึ้นมาดูบ่อยจนไม่เคยตั้งตรงสักที ไม่มีใครในบริษัทเคยถามว่าเป็นใคร
พิมนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามโต๊ะ ริชาร์ดยังก้มหน้าอ่านกระดาษรายงานผลอยู่อีกสักครู่ก่อนจะเงยขึ้นมองเธอ
“คุณรู้ไหมว่าทำไมผมถึงเรียกให้มาทำแบบทดสอบนี้” ริชาร์ดถามโดยไม่มองหน้าพิมตรงๆ สายตาเขาจับอยู่ที่กระดาษรายงานผลตรงหน้า
“ไม่ค่ะ” พิมตอบตรงๆ เธอไม่ใช่คนที่ชอบเดาคำตอบที่คนอื่นอยากได้ยิน
ริชาร์ดยิ้มเล็กน้อย เขาวางกระดาษลง แล้วพูดประโยคหนึ่งที่พิมจะจำได้ไปอีกนาน
“เพราะผมไม่ได้อยากรู้ว่าคุณขายของเก่งแค่ไหน ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณเก่ง ผมอยากรู้ว่าถ้าไม่มีใครคอยสั่งคุณ คุณจะยังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่ไหม”
พิมไม่เข้าใจความหมายเต็มๆ ของประโยคนั้นในวันนั้น เธอนั่งฟังต่ออีกสองสามนาทีที่ริชาร์ดพูดถึงเรื่องอื่นๆ ทั่วไป ไม่มีอะไรเฉพาะเจาะจง ก่อนจะขอบคุณและเดินออกจากห้องด้วยความรู้สึกครึ่งงงครึ่งตื่นเต้น เธอเข้าใจมันจริงๆ ก็ต่อเมื่อผ่านไปอีกหลายปี ในวันที่ไม่มีใครสั่งเธออีกแล้วจริงๆ
· · ·
เต้ยเข้าห้องเป็นคนที่สอง เขาเดินออกมาด้วยรอยยิ้มกว้าง พร้อมประโยคที่พูดกับใครก็ไม่รู้ในทางเดินว่า “เดี๋ยวมีบริษัทของตัวเองแล้วนะเรา” น้ำเสียงเบาๆ แต่ก็ปิดความตื่นเต้นไม่มิด เขาเดินผ่านโต๊ะพิมไปโดยยังยิ้มไม่หาย มือหนึ่งกำลังพิมพ์ข้อความบางอย่างในโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว
หมลเข้าเป็นคนสุดท้าย
บทสนทนาในห้องนั้นไม่มีใครรู้รายละเอียด ใช้เวลานานกว่าที่พิมกับเต้ยใช้ไปรวมกันเสียอีก รู้แต่ว่าหมลเดินออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีน้ำตา เธอเดินตรงกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง จัดเอกสารบนโต๊ะให้เรียงเป็นเส้นตรงเหมือนที่เคยทำทุกครั้ง แล้วก็ทำงานต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
มีเพียงคนเดียวที่สังเกตเห็นว่ามือของหมลสั่นเล็กน้อยตอนที่หยิบปากกาขึ้นมา
· · ·
หนึ่งเดือนถัดมา มีประกาศภายในองค์กรสั้นๆ ฉบับหนึ่งถูกส่งผ่านอีเมล ในช่วงเวลาที่ทุกคนในออฟฟิศกำลังยุ่งอยู่กับงานประจำวัน เสียงแจ้งเตือนอีเมลดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งชั้น
พิมพ์ลดา และ ธีรเดช จะได้รับโอกาสจัดตั้งบริษัทใหม่ในเครือ — บริษัท ฮาลเวรอน (Halveiron) และบริษัท โบลทิก (Boltiq) — ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของแต่ละบริษัท
ไม่มีชื่อกมลชนกอยู่ในประกาศนั้น
แทนที่จะเป็นแบบนั้น อีกหนึ่งสัปดาห์ถัดมา มีประกาศอีกฉบับ — กมลชนกได้รับการแต่งตั้งเป็น Head ฝ่ายขายระดับภูมิภาค ตำแหน่งที่หลายคนในบริษัทมองว่าน่าอิจฉาไม่แพ้กัน มีคนเดินมาแสดงความยินดีกับหมลตลอดทั้งวัน เธอยิ้มรับทุกครั้งอย่างสุภาพ
ไม่มีใครในออฟฟิศคิดว่านั่นคือการ “พลาดหวัง” ของใคร
ยกเว้นคนสามคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมเย็นๆ วันนั้น
· · ·
(จบบทที่ 1)
