
สารบัญ 10 ตอน
บทที่ 2
สองบริษัท สองเส้นทาง
เวลาอ่านโดยประมาณ 14 นาที
ฮาลเวรอนเปิดตัวในตึกเช่าเล็กๆ ย่านชานเมือง ห้องทำงานมีโต๊ะแค่หกตัว แอร์เสียงดังกว่าห้องประชุมชั้น 12 เสียอีก แต่ไม่มีใครบ่น
พิมมาถึงก่อนพนักงานทุกคนในวันแรก เธอยืนอยู่หน้าประตูที่เพิ่งติดป้ายชื่อบริษัทเสร็จเมื่อเช้า ตัวอักษรสีเงินยังเป็นมันวาว มองเข้าไปในห้องโล่งๆ ที่ยังไม่มีอะไรนอกจากโต๊ะเปล่ากับสายไฟที่ยังไม่ได้เดินระบบให้เรียบร้อย กลิ่นสีทาผนังใหม่ยังลอยอยู่ในอากาศ
“เอาไงดีวะเนี่ย” เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะยิ้มออกมาเบาๆ เพราะรู้ตัวว่าพูดคำหยาบคนเดียวในห้องว่างๆ ก่อนจะเดินเข้าไปข้างในและเริ่มจัดโต๊ะทำงานตัวเองเป็นคนแรก ราวกับอยากพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นว่าที่นี่กำลังจะกลายเป็นที่ทำงานจริงๆ
· · ·
ห่างออกไปสิบกว่ากิโลเมตร โบลทิกของเต้ยเปิดตัวในวันเดียวกัน แต่บรรยากาศต่างกันคนละเรื่อง เต้ยสั่งเค้กมาให้พนักงานทุกคนกินตั้งแต่เช้า เปิดเพลงจากลำโพงบลูทูธที่หิ้วมาเอง แล้วประกาศเสียงดังกลางห้องว่า
“วันนี้ทุกคนกินเค้กก่อน ทำงานทีหลัง ถ้าใครขายของไม่ได้เดือนนี้ พี่เลี้ยงข้าวเอง แต่ถ้าขายได้ พวกเราเลี้ยงพี่”
พนักงานหัวเราะกันทั้งห้อง ไม่มีใครรู้ว่าเต้ยพูดจริงหรือพูดเล่น แต่ทุกคนก็รู้สึกว่าที่นี่เป็นที่ที่อยากมาทำงานทุกเช้า ป้ายชื่อบริษัทที่เต้ยสั่งทำเป็นตัวอักษรนีออนสีสดใส ต่างจากป้ายเรียบๆ ของฮาลเวรอนอย่างเห็นได้ชัด
สองบริษัทเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน ด้วยงบลงทุนใกล้เคียงกัน สินค้าประเภทเดียวกัน ต่างกันแค่แบรนด์กับกลุ่มตลาดที่วางไว้ — ฮาลเวรอนเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ต้องการความน่าเชื่อถือระดับสูง ส่วนโบลทิกเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความคล่องตัวและราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า แต่วิธีที่พิมกับเต้ยสร้างทีมนั้นต่างกันตั้งแต่วันแรก
· · ·
พิมไม่ใช่คนพูดเก่ง เธอไม่มีมุกตลกแบบเต้ย ไม่มีเค้ก ไม่มีเพลง สิ่งที่เธอมีคือความเชื่อบางอย่างที่ไม่เคยพูดออกมาตรงๆ — ว่าคนจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อรู้สึกว่าตัวเองมีความหมายต่อทีม ไม่ใช่แค่มีความหมายต่อยอดขาย
สามเดือนแรก มีพนักงานคนหนึ่งชื่อแนน ทำยอดขายพลาดติดกันสองเดือน วันที่สามของเดือนที่สอง เธอนั่งเงียบอยู่ที่โต๊ะทำงานนานผิดปกติ ก่อนจะลุกเดินเข้าไปหาพิมพร้อมเอกสารลาออกที่เขียนไว้ล่วงหน้า มือของเธอสั่นเล็กน้อยตอนยื่นกระดาษให้
“หนูรู้ว่าหนูทำไม่ได้ตามเป้า พี่ไม่ต้องเกรงใจหนูค่ะ”
พิมรับกระดาษมาอ่านอย่างช้าๆ สายตากวาดผ่านทุกบรรทัด ก่อนจะพับมันเก็บใส่ลิ้นชักโดยไม่พูดอะไร แนนยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าโต๊ะ ไม่แน่ใจว่าควรพูดอะไรต่อดี
“เดือนหน้าลองใหม่อีกที ถ้ายังไม่ได้ ค่อยคุยกันเรื่องนี้อีกรอบ” พิมพูดสั้นๆ “แต่วันนี้พี่อยากรู้ก่อนว่าที่ยอดตกสองเดือนนี้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่ใช่แค่ตัวเลข”
แนนอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มเล่า เรื่องราวที่ออกมาไม่ใช่แค่เรื่องยอดขาย แต่เป็นเรื่องที่บ้านที่กำลังมีปัญหาจนใจไม่อยู่กับงาน พิมฟังจนจบโดยไม่ขัดจังหวะ
แนนไม่ได้ลาออกในเดือนนั้น และไม่ได้ลาออกในปีนั้นด้วย
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดหลายปีถัดมา ไม่มีใครพูดถึงมันในที่ประชุม ไม่มีใครเขียนมันลงในนโยบายบริษัท แต่ทุกคนในฮาลเวรอนรู้สึกได้เหมือนกันว่า ต่อให้พลาดแค่ไหน พิมจะไม่ทิ้งใครไปง่ายๆ
· · ·
เต้ยเลือกทางตรงข้าม โบลทิกโตเร็วกว่าฮาลเวรอนอยู่พักหนึ่ง เพราะเต้ยกล้าตัดสินใจเร็ว กล้าเสี่ยง กล้าเปลี่ยนกลยุทธ์กลางทางถ้าเห็นว่าไม่เวิร์ก พนักงานของเขารักเขาในแบบที่ต่างจากที่พนักงานพิมรักพิม —
เป็นความรักแบบเพื่อนที่สนุกด้วยกัน ไม่ใช่ความรักแบบคนที่ไว้ใจให้ดูแลชีวิต
บางครั้งพิมกับเต้ยนัดกินข้าวด้วยกัน คุยเรื่องธุรกิจแบบเปิดใจ เพราะไม่มีความจำเป็นต้องแข่งกันโดยตรง แบรนด์คนละระดับ ตลาดคนละกลุ่ม บางครั้งก็แลกเปลี่ยนปัญหาที่เจอ บางครั้งก็แค่นั่งบ่นเรื่องซัพพลายเออร์ให้กันฟัง
“มึงว่าจริงๆ คุณริชาร์ดเลือกกูกับมึงเพราะอะไรวะ” เต้ยถามระหว่างตักข้าวผัดเข้าปาก
พิมนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง วางตะเกียบลงข้างจาน “กูว่า…เขาไม่ได้เลือกเพราะเราเก่งเท่ากันหรอก เขาเลือกเพราะเราเชื่อในสิ่งเดียวกัน แค่แสดงออกคนละแบบ”
“แล้วหมลล่ะ” เต้ยถามเบาลง สายตาเริ่มมองไปทางอื่น
พิมวางตะเกียบลง ไม่ตอบทันที “กูไม่รู้ว่ะ อาจจะเป็นเรื่องเดียวกันแหละ…แค่ยังไม่ถึงจังหวะของเขา”
เต้ยไม่พูดอะไรต่อ ทั้งคู่รู้ดีว่าคำตอบนั้นฟังดูดีเกินไปสำหรับคนที่ไม่เคยได้ยินมันมาจากปากริชาร์ดจริงๆ บรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเต้ยจะเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยมุกตลกอะไรสักอย่างเพื่อคลายบรรยากาศ
· · ·
ที่บริษัทแม่ หมลทำงานในตำแหน่ง Head ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวเลขของเธอดีตลอด รายงานของเธอเป๊ะทุกครั้ง ไม่เคยมีใครตำหนิผลงานเธอได้แม้แต่ครั้งเดียว
แต่ก็ไม่มีใครเรียกเธอไปกินข้าวเที่ยงด้วยเหมือนที่เคยทำสมัยเป็นพนักงานขาย
หมลไม่เคยพูดถึงเรื่องแบบทดสอบนั้นอีกเลยสักครั้ง ไม่พูดถึงพิม ไม่พูดถึงเต้ย เธอทำงานของเธอ ทำได้ดีเสียด้วย ดีจนบางครั้งเพื่อนร่วมงานแอบกระซิบกันว่า “พี่หมลนี่โคตรมืออาชีพเลยว่ะ” — คำชมที่ฟังดูดี แต่ไม่เคยมีคำว่า “อบอุ่น” ต่อท้ายสักครั้ง
ริชาร์ดยังคงติดตามผลงานของทั้งสามคนอยู่ห่างๆ เขาไม่เคยเข้าไปแทรกแซงฮาลเวรอนหรือโบลทิกโดยตรง ปล่อยให้พิมกับเต้ยตัดสินใจเอง มีเพียงบางครั้งที่เขาโทรมาถามสั้นๆ ว่า “เป็นไงบ้าง” แล้ววางสาย เหมือนแค่อยากรู้ว่ายังไปได้อยู่
ไม่มีใครในตอนนั้นรู้ว่าคำถามสั้นๆ แบบนั้น จะกลายเป็นสิ่งที่พิมคิดถึงที่สุดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
· · ·
(จบบทที่ 2)
